บทความเรื่องการให้แรงในอุปกรณ์จัดฟันแบบต่างๆ
อุปกรณ์จัดฟันแบ่งประเภทใหญ่ๆ ได้เป็นสองชนิดคือแบบติดแน่นและแบบถอดได้การให้แรงในการเคลื่อนฟันก็มีความแตกต่างกัน การเลือกใช้เครื่องมือประเภทใด คนไข้ควรพิจารณาข้อดีข้อเสีย และข้อจำกัดในการใช้ เครื่องมือแต่ละประเภท บทความนี้จะอธิบายในเรื่อง
1.การให้แรงเคลื่อนฟันในอุปกรณ์จัดฟันใสแบบถอดได้ (invisalign) และแบบเหล็กติดแน่น
2.ประเภทของแรงตามเวลาที่ได้รับแรงเปรียบเทียบ แรง 3 ชนิด คือ แรงต่อเนื่อง (continuous force) แรงแบบเพิ่มทันทีลดทันที (interrupted force) และแรงไม่ต่อเนื่องขาดๆหายๆ (intermittent force)
3.วัสดุที่ใช้ให้แรงในการจัดฟันแบบติดแน่น เปรียบบเทียบเชนชนิดต่างๆ การเลือกเชนในการดึงฟันที่มีคุณภาพและเหมาะสม
4.ควรปรับอุปกรณ์จัดฟันภายในเวลากี่วันเพื่อให้การเคลื่อนฟันมีประสิทธิภาพมากที่สุด
เพื่อให้เข้าใจที่มาที่ไปควรอ่านบทความเรื่องฟันเคลื่อนที่ได้อย่างไร (ตามลิงค์) และแรงที่ใช้เคลื่อนฟัน (ตามลิงค์) มาก่อน
เครื่องมือจัดฟันใสถอดได้ (invisalign) และเครื่องมือแบบติดแน่น (เหล็กจัดฟัน)



การใช้เครื่องมือแบบติดแน่นคนไข้ไม่สามารถถอดออกได้ การทำความสะอาดฟันจึงทำได้ยากกว่า คนไข้จึงมีโอกาสเกิดฟันผุ เหงือกอักเสบได้ง่าย และอาจทำให้เกิดการระคายเคืองของเนื้อเยื่อในช่องปาก เกิดแผลในช่องปากได้ง่ายกว่าโดยเฉพาะช่วงแรกที่ติดอุปกรณ์เนื่องจากเนื้อเยื่อในช่องปากยังไม่มีการปรับตัว แต่อาการเหล่านี้จะลดลงเมื่อเวลาผ่านไปเนื้อเยื่อในช่องปากจะปรับตัวได้ดีขึ้น นอกจากนี้การใช้เครื่องมือแบบติดแน่นถ้าการควบคุมแรงไม่ดีเพียงพอจะทำให้เกิดข้อผิดพลาดในการรักษาได้มากกว่าเนื่องจากต้องใช้ทักษะ ความรู้ทั้งวิทยาศาสตร์และศิลปะ รวมทั้งประสบการณ์ของทันตแพทย์ที่สูงมากไม่มีตัวช่วยเหมือนการใช้ เครื่องมือใส Invisalign ที่มีการนำเทคโนโลยีภาพสามมิติมาช่วยทำให้การเคลื่อนฟันเป็นไปตามที่ออกแบบไว้
ข้อดีของอุปกรณ์แบบติดแน่นคือราคาถูกกว่ามากเนื่องจากไม่ต้องส่งแลปต่างประเทศที่ค่าใช้จ่ายสูง การเคลื่อนฟันทำได้มากกว่า มีการให้แรงที่ต่อเนื่อง ทำในเคสที่ยากและซับซ้อนได้ดี อาศัยความร่วมมือของคนไข้น้อยกว่า เครื่องมือแบบถอดได้ถ้าคนไข้ถอดเข้าออกบ่อยครั้ง หรือใส่ไม่ต่อเนื่องจะให้แรงไม่สม่ำเสมอ ทำให้ฟันเคลื่อนที่ได้น้อย ดังนั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือของคนไข้มากเป็นพิเศษ
มีการศึกษาจาก Weihong Li และคณะ (Int J Clin Exp Med 2015) เปรียบเทียบการใช้เครื่องมือถอดได้แบบใส (Invisalign) กับการใช้เหล็กจัดฟันแบบปกติ ในคนไข้ที่มีการถอนฟันเคสที่ไม่ซับซ้อน ฟันซ้อนเล็กน้อย การสบฟันกรามปกติ (molar class I) พบว่า ไม่มีความแตกต่างกันในผลการรักษา Joffe ได้ทำการวิจัย (J Orthod 2005) แนะนำว่าเครื่องมือถอดได้ Invisalign จะให้ผลการรักษาได้ดีในเคสที่มีฟันซ้อนหรือห่างไม่เกิน 5 มิลลิเมตร และคนไข้ที่มีการสบลึก (deep bite) แต่การใช้ก็ไม่ได้เหมาะกับทุกเคส Xiem Phan และ Paul H.Ling จากมหาวิทยาลัย Western Ontario ได้ทำการศึกษาเรื่องข้อจำกัดในการใช้ Invisalign พวกเขาได้สรุปว่าเคสที่ไม่ควรใช้ได้แก่ 1.คนไข้ที่มีฟันห่างหรือซ้อนมากกว่า 5 มิลลิเมตร 2.ความผิดปกติที่เกิดจากกะโหลกศรีษะเกิน 2 มิลลิเมตร 3.มีฟันหมุนเกิน 20 องศา 4.มีฟันสบเปิด (open bite) 5.เคสฟันยื่นยาว (extrusion) 6.มีฟันล้มมากกว่า 45 องศา 7.คนไข้ที่มีฟันสั้นเกินไป 8.เคสที่มีการถอนฟันก่อนจัดฟันหรือมีฟันหายไปหลายซี่ (Journal of the Canadian Dental Association vol-73/issue-3/263)

ในทางคลินิกแนะนำว่า ระยะเวลาที่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้ฟันเคลื่อนที่ในมนุษย์อยู่ระหว่าง 4-8 ชั่วโมง และถ้ามีการใช้แรงคงอยู่นานกว่านั้น การเคลื่อนฟันจะมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้น
นอกจากช่วงระยะเวลาที่ได้รับแรงแล้ว การที่ฟันจะเคลื่อนได้ ต้องใช้แรงที่เพียงพอคือมากกว่าแรงต้านไม่ให้ฟันเคลื่อนที่จึงจะเกิดการตอบสนองของเซลล์ ในทางทฤษฎีมีความเป็นไปได้ที่จะสร้างสปริงหรือเชนดึงฟันที่สมบูรณ์แบบ ที่จะทำให้เกิดแรงเท่าๆกันทุกวัน ไม่ว่าฟันจะเคลื่อนไปได้มากหรือน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่ในความเป็นจริงแล้วสปริงจะมีการสูญเสียแรงเมื่อฟันเคลื่อนที่ไปมากขึ้น โดยเฉพาะเชนยางดึงฟัน (elastomeric chain) แค่วันแรกที่หมอเปลี่ยนยางก็มีการการสูญเสียแรงมมากถึง 50% ไปแล้วและจะลดลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งไม่เหลือแรงเลย จนกว่าจะมาเปลี่ยนยางเส้นใหม่จึงจะเริ่มมีแรงเกิดขึ้นและฟันก็เริ่มเคลื่อนอีกครั้ง เราสามารถจำแนกประเภทของแรงตามช่วงเวลาที่ได้รับแรงดังนี้
ประเภทของแรงแบ่งตามเวลาที่ได้รับแรง
1.Continuous force
แรงกระทำต่อเนื่องกับฟัน ทำให้ฟันเคลื่อนที่ได้ตลอดเวลา พบเมื่อใช้เครื่องมือแบบติดแน่น การใช้แรงจากสปริงหรือเชนในอุดมคติจะรักษาระดับของแรงไว้ตลอดเวลา ซึ่งเป็นแรงเบาๆ แต่เพียงพอที่จะทำให้ฟันเคลื่อนที่ได้ ฟันจะเคลื่อนไปตลอดเวลาและแรงก็เท่าเดิมตลอด (รูปด้านล่าง เส้นประสีเขียว) แต่ในทางปฏิบัติจริงๆ (เส้นสีดำ) เมื่อฟันเคลื่อนมาถึงตำแหน่งหนึ่งแรงจากสปริงหรือเชนจะลดลงเรื่อยๆ แต่ไม่หมดแรง จนกว่าคนไข้จะมาปรับอุปกรณ์อีกครั้ง จึงจะมีแรงขึ้นมาเท่าเดิม

เมื่อใส่แรงไปที่ฟันแล้วฟันเคลื่อนไปตำแหน่งที่ต้องการ และแรงจะหมดไป และจะเกิดแรงขึ้นทันทีอีกครั้งเมื่อมีการปรับอุปกรณ์ ช่วงที่แรงหมดฟันไม่เคลื่อนเป็นเวลาที่เซลล์และเนื้อเยื่ออวัยวะปริทันต์หยุดพัก พบเมื่อใช้เครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่น เช่นใช้เชนทั่วไปดึงฟัน เมื่อดึงฟันไประยะหนึ่งแรงจะหมด จนเป็นศูนย์ ฟันหยุดเคลื่อน และเมื่อปรับอุปกรณ์ใหม่ก็จะมีแรงใหม่เกิดขึ้นทันทีที่จะทำให้ฟันเคลื่อนอีกครั้ง

แรงที่มากระทำกับฟันจะมีการขาดตอนเป็นช่วงสั้นๆ ตลอดเวลา เกิดจากการที่คนไข้ถอดและใส่เครื่องมือเองบ่อยครั้ง แรงชนิดนี้พบในเครื่องมือจัดฟันแบบถอดได้ทั้งหลายรวมทั้งในเครื่องมือจัดฟันแบบติดแน่นที่ใช้ร่วมกับอุปกรณ์เสริมอื่น เช่น ยางที่หมอให้คนไข้ไปเกี่ยวเอง หรือการใช้เฮดเกียร์ (head gear) ก็สามารถทำให้เกิดแรงลักษณะนี้ได้ เนื่องจากคนไข้เกี่ยวยางไม่สม่ำเสมอเช่นต้องถอดตอนทานอาหารและแปรงฟัน ซึ่งการเคลื่อนฟันด้วยแรงแบบนี้ต้องใช้ความร่วมมือจากคนไข้เป็นอย่างมาก เพื่อรักษาระยะเวลาที่ได้รับแรงให้เพียงพอที่จะกระตุ้นเซลล์ให้ตอบสนองต่อแรงจึงจะเกิดการเคลื่อนฟันได้

อุปกรณ์ที่ใช้เคลื่อนฟันมีหลายอย่าง เช่นตัวลวดที่ใส่ไปในเหล็กแบร็กเก็ต สปริงขดลวด การดัดลวดในรูปแบบต่างๆ การดัดลวดให้เป็นลูปดึงฟัน (closing loop) และการใช้วัสดุพวกยาง เช่น เชนดึงฟัน ยางที่หมอให้คนไข้ไปเกี่ยวเอง ในคลินิกมีการใช้ยางดึงฟันกันอย่างแพร่หลาย เนื่องจากมีการใช้งานที่ง่าย ราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับการใช้สปริงลวดนิเกิลไททาเนียม (NiTi) การใช้วัสดุจำพวกยางมีความสะดวกสบายทั้งต่อคนไข้และทันตแพทย์ การสะสมของแบคทีเรียก็น้อยกว่าสปริงลวด อีกทั้งยังมีหลากหลายสีสันให้เลือกเป็นที่ถูกใจของคนไข้ มีบางการศึกษาได้อ้างว่า การใช้วัสดุพวกสปริงลวด NiTi มีคุณสมบัติในการให้แรงที่ดีกว่าเนื่องจาก การให้แรงในช่วงเริ่มต้นน้อยกว่า และมีการสูญเสียแรงที่น้อยกว่าวัสดุพวกยาง อย่างไรก็ตามจากการศึกษาของ Barlow และคณะ (Orthod Craniofac Res. 2008) พบว่าอัตราการเคลื่อนของฟันที่ได้จากการใช้เชนยาง กับการใช้สปริงลวดนิเกิลไททาเนียม ไม่มีความแตกต่างกัน แต่ราคามีความแตกต่างกันมาก
ยางที่ใช้มัดลวดหรือโอริง และเชนดึงฟันเป็นวัสดุที่ทำจากโพลี่ยูรีเทนซึ่งเป็นยางสังเคราะห์ มีการศึกษามากมายเพื่อดูการรักษาแรงในการเคลื่อนฟัน และอัตราการสลายตัวของแรงในสภาพแวดล้อมที่ต่างกัน ทั้งอุณหภูมิ ค่าpH ระดับฟลูออไรด์ เอนไซม์ในน้ำลาย และแรงที่ใช้เคี้ยวในคนไข้แต่ละคน ปัจจัยเหล่านี้มีผลต่อการเปลี่ยนรูปและการให้แรงที่ลดลง การศึกษาของ Baty DL และคณะพบว่าแรงจากยางจะลดเหลือ 50 - 70% ใน 24 ชั่วโมงแรกและจะลดลงอย่างต่อเนื่องใน 3-4 สัปดาห์ (Am J Orthod Dentofacial Orthop 1994 Jun;105(6):536-542)
กราฟด้านล่างจากการทดลองของ Mala R Manohar แสดงการลดลงของแรงจากเชนดึงฟัน (elastomeric chain) แบรนด์ 3M เทียบกับช่วงเวลาต่างๆ พบว่ายางจะมีการสูญเสียแรงอย่างรวดเร็วในช่วงวันแรก คือ 40% ต่อมาในช่วงสัปดาห์แรก อัตราการสูญเสียแรงก็ยังสูงอยู่คือแรงลดลงไป 60% และลดลงเรื่อยๆ ในสัปดาห์ที่สี่ แรงลดลง 70% จากการทดลองนี้เขาได้สรุปว่า เพื่อให้ฟันเคลื่อนอย่างต่อเนื่องควรปรับอุปกรณ์ทุก 4 สัปดาห์

จะเห็นได้ว่าการใช้เชนที่เป็นวัสดุจำพวกยาง (elastomeric chain) มีข้อเสียคือการให้แรงจะไม่คงที่ ในช่วงแรกจะให้แรงมากกว่าแรงที่เหมาะสมในการเคลื่อนฟัน และแรงจะลดลงอย่างมากในช่วงวันแรก จนถึงสัปดาห์ที่สี่ ดังนั้นทันตแพทย์จึงต้องตระหนักถึงคุณสมบัติของวัสดุอุปกรณ์ที่เลือกใช้ในการดึงฟันเพื่อให้การเคลื่อนฟันเกิดประสิทธิภาพมากที่สุดโดยพิจารณาถึงการสูญเสียแรงที่เกิดจากปัจจัยต่างๆ เช่นเทคนิคการผลิตของแต่บริษัท ผลจากสภาวะต่างๆ ภายในช่องปาก และองค์ประกอบทางเคมีของเชนแต่ละแบรนด์ Dittmer และคณะได้ทำการศึกษาและพบว่ายางแต่ละชนิดมีคุณสมบัติในการให้แรงที่แตกต่างกัน (J OrofacOrthop 2010) คุณสมบัติเชิงกลของผลิตภัณฑ์โพลี่ยูรีเทนขึ้นอยู่กับโครงสร้างโมเลกุลและส่วนผสมพิเศษที่แต่ละบริษัทค้นคว้าวิจัยและเป็นความลับทางการค้าของแต่ละเจ้า ในปัจจุบันมีการพัฒนาให้เชนดึงฟันมีคุณสมบัติที่ดียิ่งขึ้นในการเพิ่มการจดจำรูปร่างเพื่อรักษาระดับของแรงให้คงที่ เราเรียกเชนแบบนี้ว่า “เมมโมรี่เชน” (memory chain) เมื่อคุณสมบัติดีขึ้นราคาก็สูงกว่าเชนแบบทั่วไปด้วยเรียกว่า คุณภาพตามราคาจริงๆ
AH. Mirhashemi (J Dent Teharan 2012 ) ได้ศึกษาเปรียบเทียบคุณภาพและการให้แรงที่ต่อเนื่องของเชนจากบริษัทต่างๆ เปรียบเทียบ 6 ชนิด แบ่งเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือเชนแบบทั่วไป (conventional chain) และเชนแบบพิเศษที่สามารถจดจำรูปร่างให้แรงสม่ำเสมอ (memory chain) ดูกราฟผลการทดลองด้านล่างประกอบ พบว่า อัตราการลดลงของแรงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญระหว่างเชนที่ใช้ทั่วไป (conventional chain) กับเชนแบบพิเศษ (memory chain) ในเชนแบบทั่วไป (C1,C2,C3) มีการลดลงของแรงเหลือเพียง 30-40% ตั้งแต่ชั่วโมงแรก และลดลงเรื่อยๆ จนถึงสัปดาห์ที่สี่ ส่วนเชนแบบพิเศษ (memory chain: M1,M2,M3) จะรักษาแรงได้คงที่มากกว่า และยังคงสภาพแรงไว้ที่ 60% จนถึงสัปดาห์ที่สี่ เชนแบบพิเศษ (memory chain) “super elastic chain” จาก GAC (ในรูป คือ M2) และจากAmerican Orthodontic (ในรูปคือ M1) จะมีคุณสมบัติรักษาแรงให้คงที่ที่ดีกว่าเชนชนิดอื่นๆ คือให้แรงเบาแบบต่อเนื่อง (continuous light force) จนถึงสัปดาห์ที่สี่


การใช้แรงแบบต่อเนื่อง (Continuous force) ถ้ามีการใช้แรงที่ค่อนข้างเบา การเคลื่อนของฟันจะราบเรียบและจะเกิดการละลายกระดูกนำหน้าฟันไปเรื่อยๆ (Frontal resorption) แต่ถ้าใช้แรงต่อเนื่องที่หนักมากการเคลื่อนของฟันจะช้า เนื่องจากจะต้องรอให้เกิดการกำจัดเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ที่ตายก่อน (Undermining resorption) ฟันจึงจะเคลื่อนได้และการใช้แรงมากๆ ต่อไปเรื่อยๆ จะทำให้เกิดการตายของเอ็นยึดปริทันต์ที่ขยายบริเวณขึ้นและยังส่งผลต่ออวัยวะรอบฟันและตัวฟันด้วย (ติดตามได้ในบทความเรื่องแรงจัดฟันอาจทำให้เกิดผลเสียต่อฟันและอวัยวะรอบฟันอย่างไรได้บ้าง)

ในทางทฤษฎีแล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่าแรงเบาๆ ที่ต่อเนื่องจะทำให้เกิดการเคลื่อนของฟันที่มีประสิทธิภาพมากที่สุด แม้ว่าทันตแพทย์พยายามใช้แรงที่เบาเพียงพอที่จะทำให้เกิดการเคลื่อนฟัน แต่ในทางปฏิบัติแล้วการเกิดเนื้อเยื่อเอ็นปริทันต์ตายและการสลายเนื้อเยื่อตาย (Undermining resorption) อาจเกิดได้ในผู้ป่วยทุกราย ดังนั้นการใช้แรงมากขึ้นสามารถทำได้แต่ต้องปล่อยให้มีการพักเพื่อสลายเนื้อเยื่อตายก่อนที่จะให้แรงหรือปรับอุปกรณ์ครั้งต่อไป
การใช้แรงหนักอย่างต่อเนื่อง (heavy continuous force) เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงเนื่องจากจะทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์กว้างขึ้นและการสลายเนื้อตายเกิดไม่ทัน การใช้แรงหนักแต่ไม่ต่อเนื่อง (heavy Intermittent force) ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพน้อยแต่สามารถยอมรับได้ทางคลินิก
การใช้อุปกรณ์ดึงฟันทั้งสปริง เชนยาง (elastomeric chain) ลวด ที่มีคุณภาพสูง เช่นไนไทคอยล์สปริง (NiTi coil spring) เชนแบบพิเศษ (memmory chain) จะทำให้เกิดแรงต่อเนื่อง (continuous force) ดังนั้นการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ทันตแพทย์ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก โดยต้องใช้แรงเบาๆ เท่านั้น อย่างไรก็ตามมีการศึกษาทางคลินิกหลายแหล่งแสดงให้เห็นว่า การใช้แรงที่มากอาจทำให้ฟันเคลื่อนได้เร็วมากกว่าแรงที่เบา

ทำไมต้องมาปรัปอุปกรณ์จัดฟันทุกเดือน? เว้นไปก่อนได้มั๊ย ? โดยปกติการปรับอุปกรณ์จัดฟันคือการใส่แรงให้ฟันเคลื่อน แรงที่มีประสิทธิภาพในการเคลื่อนฟันมากที่สุดก็คือแรงต่อเนื่องที่เบาๆ (continuous light force) คำว่าต่อเนื่องก็คือไม่ขาดหาย การมาปรับอุปกรณ์ไม่ตรงกำหนดเวลานัดหมายย่อมทำให้เกิดแรงไม่ต่อเนื่อง นั่นคือการเคลื่อนของฟันก็จะมีการขาดตอนยิ่งหายไปนาน นอกจากฟันจะไม่เคลื่อนแล้วฟันยังมีโอกาสกลับไปอยู่ตำแหน่งเดิมก่อนการเคลื่อนฟัน หรือเคลื่อนผิดทิศทางไปเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีอุปกรณ์หลุดยางหลุด ยางเปื่อย เชนขาด ลวดขาด ลวดงอ เกิดฟันห่าง ฟันเบี้ยว หน้าเบี้ยวได้และจะทำให้การจัดฟันช้าลงมากมีความยากและซับซ้อนมากขึ้นและค่าใช้จ่ายในการจัดฟันก็จะมากกว่าเดิม การนัดปรับอุปกรณ์ที่เร็วเกินไป (3 สัปดาห์) ก็ไม่ได้ทำให้การเคลื่อนของฟันเร็วขึ้นทั้งยังทำให้เส้นเอ็นยึดปริทันต์ที่เกิดการตายไม่ได้รับการฟื้นฟู ส่งผลให้การเคลื่อนของฟันช้าลงและอาจเกิดการตายของเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ที่ขยายวงกว้างขึ้นด้วย การนัดปรับอุปกรณ์จัดฟันโดยปกติจะนัดห่างกันเวลา 28 วัน หรือ 4 สัปดาห์ เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่เนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ที่เกิดการตายถูกกำจัดออกไป และเกิดการซ่อมแซมเนื้อเยื่อให้กลับมาอยู่ในสภาพสมบูรณ์พร้อมที่จะรับแรงต่อไป และอุปกรณ์ที่ใช้ดึงฟันพวกเชนยาง (elastomeric chain) ก็จะค่อยๆ เสื่อมสภาพไปการให้แรงก็ลดลงอย่างมากจนถึงสัปดาห์ที่สี่ และจะลดลงไปเรื่อยๆตามเวลา ดังนั้น การปรับอุปกรณ์ที่ดีที่สุดคือ 28 วัน และไม่ควรเกิน 40 วัน ทั้งนี้ควรพิจารณาคุณสมบัติของเชนยาง และยางโอริงแต่ละแบรนด์ที่ทันตแพทย์เลือกใช้ด้วยว่ามีคุณภาพ และสามารถรักษาระดับของแรงไว้ได้ดีแค่ไหน บอกได้เลยว่าคุณภาพตามราคาครับ
สรุป
1. เครื่องมือจัดฟันแบบใสถอดได้ Invisalign ข้อดี คือมองไม่เห็นเหล็กจัดฟัน การดูแลช่องปากทำได้ง่ายกว่า ให้ความรู้สึกสบาย ไม่ระคายเคืองเนื้อเยื่อช่องปาก มีการใช้เทคโนโลยีการถ่ายภาพในปากโดยไม่ต้องพิมพ์ปากแบบปกติ จากนั้นส่งข้อมูลไปให้แลบที่อเมริกาออกแบบและทำชิ้นงานโดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทำเครื่องมือเฉพาะบุคคลทำให้ได้มาตรฐาน โดยไม่ต้องมาพบทันตแพทย์ทุกเดือน ส่วนมากจะนัด 6-8 สัปดาห์ ข้อเสีย ราคาสูง (150,000-250,000) จำนวนชิ้นงานขึ้นอยู่กับปริมาณการเคลื่อนฟัน ถ้าต้องเคลื่อนฟันมากก็ต้องมาเปลี่ยนหลายชุด ราคาก็จะสูงขึ้นไปอีก การให้แรงเคลื่อนฟันเป็นแบบ Intermitten force โดยทันตแพทย์สร้างปุ่มที่ตัวฟันแล้วให้ชิ้นงานสร้างแรงให้ฟันเคลื่อนตามต้องการ ซึ่งต้องให้ทักษะของทันตแพทย์ด้วย การที่ถอดเข้าออกได้ ถ้าคนไข้ถอดออกบ่อยครั้ง จะให้แรงไม่เพียงพอ ฟันอาจไม่เคลื่อน หรือเคลื่อนน้อย การใช้เครื่องมือแบบถอดได้การเคลื่อนฟันทำได้จำกัด ไม่เหมาะกับ การรักษาในเคสที่ยากซับซ้อน
2. เครื่องมือจัดฟันแบบเหล็กติดแน่น ข้อดี ราคาไม่แพง การเคลื่อนฟันทำได้หลายรูบแบบรักษาเคสที่ยากซับซ้อนได้ดี มีความคุ้มค่า ไม่ต้องส่งแลบต่างประเทศ มีสียางให้เลือกมากมาย การให้แรงของเครื่องมือติดแน่นเป็นแบบต่อเนื่อง continuous force และแรงแบบ interupted force นอกจากนี้ในบางเคสอาจต้องใช้แรงแบบ Intermitten force ร่วมด้วยในการจัดฟันแบบติดแน่นสามารถใช้อุปกรณ์เสริมอื่นๆ เช่นสกรู เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและคุณภาพในการรักษาได้ คนไข้ไม่สามารถถอดเข้าออกได้เองจึงให้แรงที่ต่อเนื่องมากกว่า ใช้การร่วมมือของคนไข้น้อยกว่า ข้อเสีย มองเห็นอุปกรณ์จัดฟันชัดเจน เพื่อนรู้ว่าจัดฟันอยู่ การดูแลช่องปากและฟันทำได้ยากกว่า ห้ามกินของแข็งเพราะจะทำให้อุปกรณ์หลุดได้เครื่องมือจัดฟันยังทำให้เกิดการระคายเคืองเนื้อเยื่อในช่องปากได้มากกว่า คนไข้ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของหมออย่างดี มาปรับอุปกรณ์ทุก 4 สัปดาห์ อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การเคลื่อนฟันดีที่สุด และเกิดข้อแทรกซ้อนน้อยที่สุด การจัดฟันแบบเหล็กติดแน่นต้องอาศัยทักษะและประสบการณ์ของทันตแพทย์ทั้งการวางแผนการรักษา การออกแบบแรงในการเคลื่อนฟัน ให้เกิดการสบฟันที่ใกล้เคียงกับการสบฟันในอุดมคติที่สุด นอกเหนือจากนั้นยังต้องคำนึงถึงความสวยงามของรูปใบหน้าคนไข้ทั้งสามมิติ ต้องสวยทั้งฟันและใบหน้า ดังนั้นแผนการรักษาและผลการรักษาของคนไข้ย่อมแตกต่างกันไปในทันตแพทย์แต่ละคน
3. การปรับอุปกรณ์แบบติดแน่น ถ้าทันตแพทย์ใช้แรงน้อยๆ แต่ต่อเนื่อง (light coninuous force) จะทำให้ฟันเคลื่อนไปเรื่อยๆ อย่างราบเรียบ โดยไม่ต้องมีการปรับอุปกรณ์เลย
4. การปรับอุปกรณ์แบบติดแน่น เช่นการใช้เชนแบบทั่วไปดึงฟัน ซึ่งให้แรงมากในช่วงแรกและหมดแรงมื่อเวลาผ่านไป (Interrupted force) ช่วงแรกที่เชนยังให้แรงมากอยู่อาจเกิดการตายของเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ และต้องรอให้เกิดการสลายของบริเวณเนื้อเยื้อตาย (Underming Resorption) และฟันจะเคลื่อนใน 10 วันแรก หลังจากสลายเนื้อตายไปและมีระยะเวลาเพียงพอในการฟื้นฟูเส้นเอ็นปริทันต์ และเกิดการซ่อมแซมก่อนที่จะใช้แรงอีกครั้ง การปรับอุปกรณ์บ่อยและเร็วเกินไปจะขัดขวางการซ่อมแซมและก่อให้เกิดความเสียหายต่อตัวฟันและอวัยวะรอบฟัน การปรับอุปกรณ์ที่ช้าลงอาจช่วยป้องกัน หรือ ทำให้เกิดความเสียหายน้อยลงได้ เครื่องมือจัดฟันติดแน่นจึงไม่ควรถูกปรับในช่วงก่อน 3 สัปดาห์หลังจากที่ปรับไป โดยปกติการปรับอุปกรณ์ จะใช้เวลานัด 4 อาทิตย์
5. แรงหนักอย่างต่อเนื่อง (heavy continuous force) เป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมากที่สุดเพราะจะทำให้เกิดการตายของเนื้อเยื่อเอ็นยึดปริทันต์ที่ขยายกว้างขึ้นร่างกายไม่มีโอกาสกำจัดเนื้อตายนั้นและฟันก็จะไม่เคลื่อนหรือเคลื่อนช้ามากๆ นอกจากนี้ยังส่งผลเสียต่อตัวฟันและอวัยวะข้างเคียงอื่นๆด้วย การใช้อุปกรณ์ดึงฟันทั้งสปริง เชนยาง (elastomericchain) ลวด ที่มีคุณภาพสูง เช่น ไนไทคอยล์สปริง (NiTi coil spring) เชนแบบพิเศษ (memmory chain) จะทำให้เกิดแรงต่อเนื่อง (continuous force) ดังนั้นการใช้อุปกรณ์เหล่านี้ ทันตแพทย์ยิ่งต้องใช้ความระมัดระวังอย่างมาก โดยต้องใช้แรงเบาๆ เท่านั้น
6. การใช้แรงหนักเป็นช่วงๆ (heavy Intermittent force ) ถึงแม้จะมีประสิทธิภาพน้อยแต่สามารถยอมรับได้ทางคลินิก