ลักษณะใบหน้าที่น่าดึงดูดใจ

      การมีใบหน้าที่มีเสน่ห์เป็นสิ่งสำคัญสำหรับสังคมมนุษย์ มีการศึกษาหลายชิ้นแสดงให้เห็นว่าการมีใบหน้าที่ดึงดูด เป็นพื้นฐานของการเลือกคู่ครองและระดับรายได้[1] ในช่วงไม่กี่ปีมานี้อุตสาหกรรมความงามได้เติบโตขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ดังนั้นการวิเคราะห์และการวัดความน่าดึงดูดของใบหน้าจึงได้รับความสนใจจากนักวิทยาศาสตร์ แพทย์ และศิลปิน ถึงแม้จะเป็นที่ถกเถียงกันว่าใบหน้าที่มีเสน่ห์เป็นเรื่องความคิดเห็นส่วนตัวที่แตกต่างกันไปในแต่ละคน หรือเป็นเรื่องของหลักการเหตุผลที่สามารถวัดได้กันแน่ แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีผลการศึกษาพบว่าเสน่ห์ดึงดูดของใบหน้าเป็นสิ่งที่สามารถวัดได้ มีหลักการและเหตุผลมากกว่าความรู้สึกส่วนบุคคล[2]

         การศึกษาทางจิตวิทยาและวิทยาศาสตร์การแพทย์ ได้มีการสำรวจว่าสิ่งที่ทำให้ใบหน้าดูมีเสน่ห์ดึงดูด คือ ลักษณะรูปร่างใบหน้าและความสมมาตรของรูปใบหน้า[3] นั้นคือ ยิ่งใบหน้ามีความสมมาตรเท่ากัน ทั้งด้านซ้ายและด้านขวามาก ก็ยิ่งมีความดึงดูดมาก นอกจากนั้นสีผิวและสุขภาพของผิวก็มีความสัมพันธ์กับความดึงดูดของใบหน้าด้วยเช่นกัน[4] การวิจัยยังแสดงให้เห็นว่าลักษณะใบหน้าที่ดึงดูดจะเป็นไปตามอัตราส่วนต่างๆด้วย เช่น อัตราส่วนในศิลปะนีโอคาสสิค[5] และอัตราส่วนทองคำ (Golden ratio)[6] ซึ่งเป็นอัตราส่วนในอุดมคติสำหรับความงามตั้งแต่สมัยโบราณ และมีการใช้สัดส่วนนี้ ทั้งศิลปิน แพทย์และทันตแพทย์จัดฟัน Galton[7] ได้ยืนยันว่าใบหน้าที่มีอัตราส่วนอยู่ในค่าเฉลี่ยปกติของคนทั่วไป มีความสัมพันธ์กับความสวยงามของใบหน้า แต่ในขณะเดียวกันการศึกษายังพบว่า ใบหน้าที่สวยงามมีคะแนนดึงดูดใจมากๆ กลับไม่ได้เป็นค่าเฉลี่ยของคนทั่วไป นอกจากนั้น Perrett[8] ได้ศึกษาและพบว่าการแสดงออกทางเพศ ซึ่งจะเริ่มปรากฎในช่วงวัยแรกรุ่น ก็มีความสำคัญต่อการดึงดูดเช่นกัน และหลายการศึกษาได้ยืนยันว่าลักษณะที่แสดงความเป็นชายหรือหญิงที่ปรากฎบนใบหน้า มีผลต่อความดึงดูดมากกว่าความสมมาตรของใบหน้าเสียอีก
       นอกเหนือจากสัดส่วนของใบหน้าที่มีส่วนในความงามของมนุษย์แล้ว ความเปลี่ยนแปลงจากวัยก็มีผลต่อเสน่ห์ดึงดูดได้เช่นกัน[9] เมื่ออายุเพิ่มขึ้นจะเกิดการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างผิวหนัง เนื้อเยื่ออ่อน และกระดูก ซึ่งจะทำให้สัดส่วนใบหน้าเปลี่ยนแปลงไปไม่สวยงามเหมือนวัยรุ่น โครงสร้างของกระดูกมีการละลายและมีการขยายออก ทำให้ความยาวของใบหน้าลดลง ใบหน้าขยายกว้างขึ้น และมีมิติที่ลึกขึ้น การฝ่อตัวของไขมันบริเวณใบหน้าช่วงบนทำให้หน้าผากบุ๋ม เว้า เบ้าตาลึก แก้มตอบ ส่วนใบหน้าส่วนล่างจะมีไขมันสะสมมากขึ้น โดยเฉพาะใต้คางและแนวขากรรไกร ผิวหนังสูญเสียคอลลาเจนทำให้เกิดการหย่อนคล้อย ดังนั้นคนที่อายุมากขึ้นจึงต้องมีการเติมฟิลเลอร์ ปลูกถ่ายไขมัน หรือดูดไขมัน และใช้เทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้ผิวกระชับขึ้น

สัดส่วนต่าง ๆ ที่ใช้วิเคราะห์ใบหน้าด้านตรง
1 .การแบ่งใบหน้าเป็นสามส่วนตามแนวนอน (Horizontal Thirds)
    ลีโอนาโด ดาร์วินชี ได้อธิบายการแบ่งใบหน้าเป็นสามส่วน คือ ส่วนบน (Upper Third) ส่วนกลาง (Middle Third) และส่วนล่าง (Lower Third)
1.1 ใบหน้าส่วนบน (Upper Face)
    เริ่มจากจุดกึ่งกลางแนวผม (Trichion) มาที่สันนูนระหว่างกึ่งกลางคิ้ว (Glabella)
1.2 ใบหน้าส่วนกลาง (Middle Face)
    เริ่มจากสันนูนระหว่างคิ้ว (Glabella) มาจุดกึ่งกลางที่ต่ำที่สุดของจมูก (Subnasale)
1.3 ใบหน้าส่วนล่าง (Lower Face)
    เริ่มจาดจุดกึ่งกลางที่ต่ำที่สุดของจมูก (Subnasale) มาที่จุดต่ำสุดของคาง (Mention)

iTopPlus965477371115

      Milutinovic และคณะ[10] ได้ศึกษาใบหน้าของดาราเซเลบิตี้จากนิตยสารแฟชั่นชั้นนำ เปรียบเทียบกับผู้คนส่วนใหญ่พบว่า ทั้งสองกลุ่มมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยยะสำคัญคือ เหล่าดารานางแบบชื่อดังทั้งหลายจะมีใบหน้าทั้ง 3 ส่วนเท่าๆ กัน ส่วนคนปกติทั่วไปอาจไม่ได้มีใบหน้าที่เท่ากันทั้ง 3 ส่วน
      ใบหน้าส่วนล่าง (Lower Face) ยังสามารถแบ่งออกเป็น 3 ส่วน โดยส่วนบนสุดวัดจากจุดต่ำสุดของจมูก (Subnasale) ไปยังเส้นสัมผัสระหว่างริมฝีปากบนและล่าง (Stomion) และอีก 2/3 วัดจากเส้นสัมผัสริมฝีปากไปยังจุดต่ำสุดของคาง (Menton)

iTopPlus876706066364

       Mommaerts และ Morenhoat [11] ได้วิเคราะห์รูปถ่ายของดาราเซเลบเปรียบเทียบกับสัดส่วนใบหน้าของรูปปั้นคลาสสิกโบราณ ได้พบว่า เหล่าดาราชื่อดังทั้งหญิงและชายกับเหล่าประติมากรรมโบราณ ต่างก็มีสัดส่วนใบหน้าส่วนล่างที่เหมือนกันคือ จากจุดต่ำสุดของจมูก (Subnasale) มาเส้นสัมผัสริมฝีปากจะมีความสูง 1 ใน 3 หรือประมาณ 30 % ของใบหน้าส่วนล่างทั้งหมดและอีก 2 ใน 3หรือ 70 % จะเป็นความสูงจากเส้นสัมผัสริมฝีปากมายังจุดต่ำสุดของคาง

  

2. การแบ่งใบหน้าตามแนวตั้งเป็น 5 ส่วน (Vertical fifths)
     ในมิติแนวตั้งตามหลัการของศิลปะแบบนีโอคาสสิค จะแบ่งใบหน้าตามแนวตั้งออกเป็น 5 ส่วนเท่ากัน เส้นนอกสุดคือเส้นขอบใบหูด้านใน เส้นต่อมาคือปลายหางตา ถัดมาคือเส้นหัวตาและก็เส้นปีกจมูก หลักการศิลปะนีโอคลาสสิคยังกำหนดว่าขนาดของปาก จะเป็น 1.5 เท่า ของขนาดความกว้างของจมูก (วัดจากปีกจมูก) ซึ่งสัดส่วนแนวตั้งนี้จะนำไปใช้ทั้งหญิงและชาย

iTopPlus59122791757

ส่วนที่ 1 เป็นขอบใบหูด้านในมาหางตา (pa r to ex r)
ส่วนที่ 2 เป็นขนาดดวงตา (ex r to en r)
ส่วนที่ 3 เป็นขนาดจมูก (วัดจากปีกจมูก) (en r to en l)
ส่วนที่ 4 เป็นขนาดดวงตาอีกด้าน (en l to ex l)
ส่วนที่ 5 เป็นขอบใบหูมาหางตาอีกด้าน (ex l to pa l)

        Wang และคณะ[12] ได้ศึกษาสัดส่วนแนวตั้งตามลักษณะเชื้อชาติพบว่า คนอเมริกันผิวขาว จะมีความกว้างของปากใกล้เคียง 1.5 เท่า ของความกว้างระหว่างปีกจมูก ซึ่งใกล้เคียงกับประติมากรรมยุคนีโอคาสสิค ในขณะที่คนจีนเชื้อสายฮั่นมักจะมีปากขนาดเล็กและมีปีกจมูกกว้าง ส่วนในคนผิวดำอัตราส่วนปากต่อจมูกใกล้เคียงกับคนขาว แต่คนดำจะมีปีกจมูกที่ใหญ่ และปากที่กว้างกว่าคนขาว
      Milutinovic และคณะ[10] ได้ศึกษาสัดส่วนแนวตั้งของดาราเซเลปผิวขาวเทียบกับคนผิวขาวปกติทั่วไปพบว่าคนทั่วไปมักมีสัดส่วนใบหน้าที่ไม่เท่ากันทั้ง 5 ส่วน แต่ในกลุ่มดาราเซเลปจะมีใบหน้าที่สมมาตรและแบ่งสัดส่วนทั้ง 5 อย่างเท่าๆ กัน

3. สัดส่วนของริมฝีปาก (Lips)
      ในบริเวณใบหน้าส่วนล่าง (Lower Face) มีการศึกษาพบว่าลักษณะของริมฝีปาก นับเป็นปัจจัยที่สำคัญที่สุดของความน่าดึงดูด ได้มีการศึกษาว่าริมฝีปากลักษณะใดที่มีความดึงดูดใจ
      Popenko และคณะ[13] ได้ตรวจสอบและวัดริมฝีปากผู้หญิงผิวขาวโดยใช้ภาพที่สร้างจากคอมพิวเตอร์ ที่มีความแตกต่างกันในขนาดของปากและสัดส่วนใบหน้าส่วนล่าง (Lower Face) การศึกษาได้พบว่า อัตราส่วนริมฝีปากบนต่อริมฝีปากล่างที่มีค่า 1 : 2 เป็นอัตราส่วนที่ทำให้เกิดความน่าดึงดูดใจมากที่สุด ในขณะที่รูปที่มีริมฝีปากบนใหญ่กว่าริมฝีปากล่างสัดส่วน 2 : 1 เป็นรูปที่มีความดึงดูดใจน้อยที่สุด ผลการทดลองยังแสดงให้เห็นด้วยว่า พื้นที่ผิวของริมฝีปากที่ดึงดูดมากที่สุด จะมีพื้นที่เป็น 10 % ของพื้นที่ใบหน้าส่วนล่าง
      Penna และคณะ[14] พบว่าทั้งชายและหญิงที่น่าดึงดูดจะมีสัดส่วนความสูงริมฝีปากบน (Upper Vermilion Height) ต่อความสูงของจุดใต้จมูกถึงขอบล่างของปากบน (Subnasale to Lower Edge of Upper Vermilion Border) เป็น 0.28 และอัตราส่วนความสูงริมฝีปากบนต่อความสูงใบหน้าส่วนล่างทั้งหมดเป็น 0.09

iTopPlus188170449492

4 .อัตราส่วนทองคำ (Golden Ratio)
      อัตราส่วนทองคำ หรือที่เรียกว่า พาย (Phi) สามารถพบได้ทั่วไปในธรรรมชาติ ศิลปะสถาปัตยกรรม อัตราส่วนทองคำมีค่าประมาณ 1.618 มีความสำคัญต่อความงามของใบหน้ามนุษย์ ซึ่งสัดส่วนนี้จะถูกนำไปใช้หลายอย่างบนใบหน้ามนุษย์เช่น เป็นสัดส่วนความกว้างปากต่อความกว้างจมูกสัดส่วนใบหน้าแนวยาวต่อความกว้างใบหน้า สัดส่วนความสูงต่อความกว้างฟัน สัดส่วนฟันแต่ละซี่

iTopPlus1054888890116

       

     Milutinovic และคณะ[10] ได้ศึกษาเปรียบเทียบ ใบหน้าดารากับคนปกติทั่วไป พบว่ากลุ่มดารานางแบบมีอัตราส่วนใบหน้าใกล้เคียงอัตราส่วนทองคำมากกว่ากลุ่มคนทั่วไป
     Marquardt[15] ได้ใช้อัตราส่วนทองคำเพื่อสร้างภาพสามมิติของใบหน้าในอุดมคติที่รู้จักกันว่า“Golden Decagon Mask” และถูกใช้เป็นเครื่องมือวิเคราะห์ใบหน้า

iTopPlus544326843566

สรุป
      ใบหน้าในอุดมคติหรือใบหน้าที่มีความน่าดึงดูดจากผลการศึกษา ประกอบไปด้วย 1. มีสัดส่วนอยู่ในค่าปกติ 2. มีความสมมาตร 3. มีลักษณะความเป็นชายหรือหญิงปรากฏบนใบหน้าชัดเจน 4.มีความอ่อนเยาว์เหมือนช่วงวัยรุ่น 5. มีสุขภาพผิวที่ดี

      การพัฒนาให้ใบหน้าสวยมีเสน่ห์ได้นั้นต้องอาศัยหลายวิธีแก้ปัญหาใบหน้า โดยพิจารณาสัดส่วนต่างๆ ที่ได้มีการวิจัยแล้วว่ามีผลต่อความสวยงาม คนที่มีใบหน้าสามส่วนแนวนอน (Horizontal thirds) ไม่เท่ากันอาจใช้วิธีดังนี้ แก้ไขใบหน้าส่วนล่าง (lower face) โดยอาจใช้การจัดฟันหรือเสริมคาง แก้ไขใบหน้าส่วนกลาง (middle face) โดยเพิ่มความยาวจมูกหรือลดความยาวจมูกจากการศัลยกรรม แก้ไขใบหน้าส่วนบน (upper face) โดยการจัดแต่งทรงผม หรือใช้การปลูกผมช่วย
      คนที่มีปัญหาอัตราส่วนริมฝีปาก อาจแก้ไขขนาดริมฝีปากโดยการตัดแต่งปากบาง หรือ ฉีดฟิลเลอร์ ฉีดไขมันเพิ่มขนาดปาก 

     คนที่มีปัญหาการแบ่งใบหน้า 5 ส่วน (Vertical fifths) ไม่เท่ากันอาจใช้การผ่าตัดปรับรูปหน้าตัดปีกจมูก แก้ไขตา ฉีดฟิลเลอร์ ดูดไขมัน โบท๊อกลดขนาดกราม หรือกรณีที่มีหน้าเบี้ยวจากการสบฟันผิดปกติอาจใช้การจัดฟันช่วยได้

      คนที่มีปัญหาความเปลี่ยนแปลงตามวัยอาจใช้การปลูกไขมัน ฉีดฟิลเลอร์ ดูดไขมัน เลเซอร์Hifu Uthera กระชับผิวหน้า
     อย่างไรก็ตามความสวยงามของใบหน้าแม้จะมีหลักการที่สามารถวัดได้ แต่การแก้ไขปัญหาในแต่ละคนอาจมีข้อจำกัดอื่นๆ อีกมากมาย ทำให้ผลการรักษามีความแตกต่างกัน บางคนต้องใช้หลายวิธีร่วมกัน และในงานวิจัยทั้งหลายที่ได้กล่าวมา ได้วิเคราะห์จากภาพถ่ายเท่านั้น แต่ความเป็นจริงแล้วความมีเสน่ห์ดึงดูดใจไม่ได้ดูที่ความสวยงามของใบหน้าเท่านั้นยังมีอีกหลายปัจจัยที่ทำให้คนมีเสน่ห์ดึงดูดได้เช่น คนหน้าตาปกติที่มีความสุขในชีวิตจะมีเสน่ห์ดึงดูดมากกว่าคนสวยแต่ไม่มีความสุขแน่นอน

บทความโดย ทันตแพทย์ นิติกร นาคสุข

References
1. Rhodes, G. The evolutionary psychology of facial beauty. Annu. Rev. Psychol. 2006, 57, 199–226.
2. Perrett, D.I.; May, K.A.; Yoshikawa, S. Facial shape and judgements of female attractiveness. Nature 1994, 368,239–242.
3. Rhodes, G.; Proffitt, F.; Grady, J.M.; Sumich, A. Facial symmetry and the perception of beauty. Psychon. Bull.Rev. 1998, 5, 659–669.
4. Fink, B.; Grammer, K.; Thornhill, R. Human (Homo sapiens) facial attractiveness in relation to skin texture andcolor. J. Comp. Psychol. 2001, 115, 92–99.
5. Jones, A.L.; Russell, R.; Ward, R. Cosmetics Alter Biologically-Based Factors of Beauty: Evidence from FacialContrast. Evol. Psychol. 2015, 13, 210–229.
6. Farkas, L.G.; Hreczko, T.A.; Kolar, J.C.; Munro, I.R. Vertical and horizontal proportions of the face in youngadult north american caucasians: A revision of neoclassical canons. Plast. Reconstr. Surg. 1985, 75, 328–337.
7. Galton, F. Composite portraits, made by combining those of many different persons into a single resultant figure.J. Anthropol. Inst. Greatt. Br. Irel. 1879, 8, 132–144.
8. Perrett, D.I.; Lee, K.J.; Penton-Voak, I.; Rowland, D.; Yoshikawa, S.; Burt, D.M.; Henzi, S.P.; Castlesm, D.L.;Akamatsu, S. Effects of sexual dimorphism on facial attractiveness. Nature 1998, 394, 884–887.
9. Peter W. Hashim, MD, MHS; John K. Nia, MD; Mark Taliercio, BS; Gary Goldenberg, MD.Ideals of FacialBeauty
10. Milutinovic J, Zelic K, Nedeljkovic N. Evaluation of facial beauty using anthropometric proportions.ScientificWorldJournal. 2014;2014:428250. doi:10.1155/2014/428250.
11. Mommaerts MY, Moerenhout BA. Ideal proportions in full face front view, contemporary versus antique. JCraniomaxillofac Surg. 2011; 39:107-110.
12. Wang D, Qian G, Zhang M, et al. Differences in horizontal, neoclassical facial canons in Chinese (Han) andNorth American Caucasian popula- tions. Aesthetic Plast Surg. 1997;21:265-269.
13. Popenko NA, Tripathi PB, Devcic Z, et al. A quantitative approach to determining the ideal female lip aestheticand its effect on facial attractiveness. JAMA Facial Plast Surg. 2017;19:261-267.
14. Penna V, Fricke A, Iblher N, et al. The attractive lip: a photomorphometric analysis. J Plast Reconstr AesthetSurg. 2015;68:920-929.
15. Marquardt SR. Dr. Stephen R. Marquardt on the Golden Decagon and human facial beauty. interview by Dr.Gottlieb. J Clin Orthod. 2002;36:339-347.