iTopPlus435820262324การรับมือกับความเครียดช่วง COVID-19

     การระบาดใหญ่ของโควิด COVID-19 ที่เกิดขึ้นทั่วโลก ได้ส่งผลกระทบอย่างมากต่อความสุขทางร่างกาย จิตใจ สังคม และการเงิน เราต้องกังวลเกี่ยวกับความไม่มั่นคงในหน้าที่การงาน หลายธุรกิจต้องปิดตัวลง หรือยอดขายลดลงจนน่าตกใจทั้งยังกังวลว่าตัวเองและคนใกล้ชิดจะติดเชื้อ ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทางสังคมเช่น การเว้นระยะห่างทางสังคม ไม่ได้พบปะสังสรรค์ผู้อื่น ไม่ได้ไปเที่ยวพักผ่อน ทั้งยังไม่แน่ใจว่าสถานการณ์จะดีขึ้นเมื่อไร สิ่งเหล่านี้ส่งผลเสียต่อสุขภาพจิตใจอย่างมาก ในช่วงที่เราต้องเผชิญกับภาวะเครียดจะทำให้ทุกสิ่งแย่ลงทั้งสุขภาพร่างกาย สภาพจิตใจ ความรักความสัมพันธ์กับผู้คนรอบตัวก็ล้วนจะเลวร้ายไปในทิศทางเดียวกัน

     การจัดการความเครียดและปกป้องสุขภาพจิตของเราในช่วงเวลาที่ไม่แน่นอนเช่นนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ มีหลายวิธีที่ช่วยลดความเครียดได้เช่น

     1. การออกกำลังกาย ช่วยให้ร่างกาย ได้เคลื่อนไหวเพิ่มการสูบฉีดโลหิต และยังช่วยเพิ่มการหลั่งเอ็นโดฟินให้เรารู้สึกมีความสุขขึ้น และยังช่วยลดฮอร์โมนความเครียดเช่นคอร์ติซอลลงด้วย

01

     2. ลดการรับข้อมูลข่าวสาร ใช้โซเชี่ยลมีเดียให้น้อยลง พวกเราส่วนใหญ่ต้องการอัพเดทข้อมูลติดตามข่าวสารล่าสุดให้ทัน อย่างไรก็ตามการรับข่าวเชิงลบมากเกินไปทำให้ระดับความเครียดเพิ่มขึ้นมาก พึงระลึกไว้เสมอว่าทุกสิ่งที่พูดเกี่ยวกับโควิด-19 นั้นไม่จำเป็นต้องเป็นความจริง หากการเลื่อนดูฟีดข่าวทำให้คุณรู้สึกหดหู่จงหยุดมันซะ อันที่จริงมีการศึกษาพบว่าการพักจากการรับข่าวเป็นสิ่งจำเป็นในการพัฒนาสุขภาพจิตที่ดี ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของอเมริกา (CDC) แนะนำให้หยุดพักจากโซเซียลมีเดียและแหล่งข่าวอื่นๆ เมื่อคุณรู้สึกหนักใจ ปิดโทรศัพท์แล้วพักสมองซะ

02

     3. ฝึกสติ ให้จดจ่ออยู่กับภาวะปัจจุบัน ไม่ต้องตัดสินหรือรู้สึกหนักใจ ฝึกประเมินตนเองเกี่ยวกับภาวะทางร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ โดยไม่วิจารณ์ตัวเองเชิงลบ การศึกษาพบว่าการฝึกสติสามารถทำให้ต่อมอมิกดาล่าสงบลง ซึ่งเป็นปัจจัยตอบสนองต่อความเครียดในสมองทำให้ระดัความเครียดลดลงอย่างมาก

03

     4. เชื่อมต่อกับคนที่คุณรัก ในช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้เราต้องการกำลังใจจากเพื่อนครอบครัวหรือแม้แต่สัตว์เลี้ยงสักตัวก็ช่วยให้เราจัดการกับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ถ้าคุณรู้สึกเหงาให้ลองหาแมว หรือสุนัขมาเป็นเพื่อน ติดต่อเพื่อนหรือครอบครัวโดยอาจใช้การวีดีโอคอลคุยกันในระหว่างที่ต้องรักษาระยะห่างเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของเชื้อโรคโควิด
04

     5. ยิ้มเข้าไว้ เป็นที่รู้กันว่าการยิ้มมีข้อดีมากมายทั้งต่อร่างกายและจิตใจ เมื่อเรานั่งมองเด็กๆเล่นกัน จะเห็นว่าพวกเขาเต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะพวกเขาช่างมีความสุขและพลังงานล้นหลาม นั่นเพราะพวกเขาหัวเราะมากกว่าผู้ใหญ่อย่างพวกเราที่มีเรื่องให้คิด แก้ปัญหามากมายโดยเฉพาะในช่วงวิกฤติแบบนี้ มีการศึกษาแสดงให้เห็นว่าเด็กๆ มีการหัวเราะ 400 ครั้งต่อวัน ในขณะที่ผู้ใหญ่ที่รู้สึกมีความสุขจะมีการยิ้ม 40-50 ครั้งต่อวัน แต่ค่าเฉลี่ยของคนส่วนใหญ่อยู่ที่ประมาณ 20 ครั้งต่อวันเท่านั้น มีการศึกษาทางวิทยาศาสตร์เปรียบเทียบการยิ้มและการเล่นกีฬา พบว่าคนที่ยิ้มจะได้รับความสุขมากกว่าคนที่เล่นกีฬาอีก ผู้คนที่ยิ้มหรือหัวเราะบ่อยๆจะทำให้เกิดความสุขมากว่า มีพลังมากกว่า และสุขภาพที่ดีกว่า ในอีกด้านหนึ่งคนที่ไม่ยิ้ม จะมีความสัมพันธ์กับ ความรู้สึกไม่มีใครรัก รู้สึกว่าตัวเองไม่สำคัญมีพลังด้านลบมากกว่าด้านบวกทำให้เกิดความทุกข์ขึ้นนั่นเอง การยิ้มยังมีความสัมพันธ์กับความรู้สึกสงบสุข คนที่ยิ้มเก่งจะมีความสัมพันธ์กับผู้คนรอบข้างที่ดี แม่ชีเทเรซ่าได้กล่าวไว้ว่า “สันติเริ่มต้นจากรอยยิ้ม” รอยยิ้มเป็นสื่อในการสร้างความสัมพันธ์ มันช่วยเปิดใจคนเตรียมพร้อมที่จะสร้างสัมพันธ์กับผู้อื่น

05

     รอยยิ้มมีผลดีต่อสุขภาพร่างกาย ภาวะจิตใจ และการอยู่ร่วมกันในสังคม
     1. การยิ้มช่วยลดความเครียด ซึ่งภาวะเครียดและวิตกกังวลทำให้ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลาแต่การยิ้มจะทำให้ร่างกายและจิตใจผ่อนคลายปลดปล่อยความเครียดอย่างธรรมชาติ การยิ้มช่วยลดฮอร์โมนที่ก่อให้เกิดความเครียดในกระแสเลือดได้
     2. การยิ้มทำให้อารมณ์ดีขึ้น ปกติเราจะมีอารมณ์ทั้งด้านลบและด้านบวกสลับปนเปกันไป แต่เมื่อเราเลือกที่จะยิ้มและหัวเราะให้บ่อยขึ้นเราก็จะมีอารมณ์ด้านบวกมากขึ้นทำให้อารมณ์ด้านลบน้อยลง
     3. การยิ้มทำให้คุณเป็นคนมีเสน่ห์ คนรอบข้างจะเข้าถึงคุณได้ง่าย เป็นที่รักของผู้คน
     แต่ถ้าคุณยิ้มแบบไม่จริงใจ ผู้คนรอบข้างจะดูออก เหมือนคนพยายามยิ้มแต่ขาดความอบอุ่นและดูไม่เป็นมิตร เรียกว่ายิ้มแบบปลอมๆ ซึ่งมักเกิดเมื่อรู้สึกเบื่อหน่าย เครียด อึดอัด ไม่มีความสุข ดังนั้นเมื่อเราพบกับความทุกข์ให้เราฝึกยิ้มอย่างจริงใจเพราะมันจะช่วยเพิ่มพลังด้านบวก เมื่อเราเติบโตขึ้นจากเด็กเป็นผู้ใหญ่รอยยิ้มก็จะเริ่มหายไปด้วย การเรียนรู้ที่จะยิ้มอย่างจริงใจต้องมีการฝึกฝน เราต้องเรียนรู้ที่จะยิ้มให้เหมือนเด็กๆอีกครั้ง การฝึกยิ้มให้เริ่มจากจิตใต้สำนึก โดยจินตนาการว่าตัวเองเป็นคนที่ยิ้มแย้มและมีความสุข คิดไว้เสมอว่าการยิ้มเป็นตัวแทนของสุขภาพ ความรัก ความมีเสน่ห์ และการได้รับการยอมรับจากผู้อื่นพยายามคิดว่ารอยยิ้มที่จริงใจของคุณคือการมอบความสงบและความมั่นใจให้กับผู้อื่น หากคุณมีปัญหาในการยิ้มให้นึกถึงบุคคลหรือเหตุการณ์ที่ทำให้คุณรู้สึกมีความสุข หรือสนุกสนาน ฝึกยิ้มกับกระจก สังเกตที่ดวงตาของตัวเอง การยิ้มที่จริงใจจะมีการแสดงออกทางสายตาพอๆกับกล้ามเนื้อรอบริมฝีปาก ฉีกยิ้มให้เต็มที่เผยให้เห็นฟันบนที่เรียงเป็นระเบียบ ฟันขาววาวระยับ สวยงาม ให้ปลายฟันบนแตะริมฝีปากล่าง ปล่อยริมฝีปากล่างตามธรรมชาติ ยิ้มโดยไม่ต้องเห็นฟันล่าง สังเกตว่าริมฝีปากทั้งสองข้างซ้ายขวายกขึ้นเท่าๆกัน ไม่เบี้ยวไปข้างใดข้างหนึ่ง จากนั้นทำจิตใจให้มีความสุขนึกถึงเรื่องดีๆ ค่อยๆ ผ่อนคลายกล้ามเนื้อ ทุกส่วน และเมื่อเรารู้สึกผ่อนคลายนั่นแสดงว่าเรายิ้มได้อย่างจริงใจและมีเสน่ห์ต่อผู้พบเห็น เมื่อได้ฝึกทักษะการยิ้มแล้ว จะพบว่าเรามีสุขภาพดีขึ้น มีความสุขขึ้น และผ่อนคลายมากขึ้น กล้ามเนื้อทุกมัดที่ใช้ในการยิ้มจะเชื่อมต่อบระบบประสาทและสมองโดยตรงดังนั้นการยิ้มจึงทำให้มีสุขภาพจิตดีขึ้น

     ขอให้ทุกคนผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความทุกข์ไปให้ได้ ไม่มีอะไรที่จะเกิดขึ้นแล้วไม่จางหายไป มนุษย์ทุกคนล้วนต้องประสบทั้งความทุกข์และความสุข เมื่อพบความทุกข์อย่าปล่อยให้พลังด้านลบเข้ามาฉุดเราให้จมดิ่งไปกับมันจงใช้พลังบวกที่เกิดจากการสร้างของเราต่อสู้จนความสุขชนะความทุกข์ เพระสถานการณ์ภายนอกนั้นมีผลต่อความสุขเพียง 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น อีก 90 เปอร์เซ็นเกิดจากการสร้างของเราเอง จงฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ยิ้มเข้าไว้แล้วโลกจะสดใสเอง

 บทความโดย ทันตแพทย์นิติกร นาคสุข